ประโยชน์ของการวิจัย

By   September 23, 2016

ประโยชน์ของการวิจัย

การวิจัยย่อมมีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ผลของการวิจัยย่อมมีทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติซึ่งนับว่ามีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง ดังนี้คือ

  1. การวิจัยส่งเสริมความรู้และวิทยาการช่วยทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ นับว่าเป็นการเพิ่มภูมิวิทยาการให้กว้างขวางก้าวหน้ายิ่งขึ้นช่วยให้ได้รับความรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ และสิ่งใดที่รู้อยู่แล้วก็ทำให้รู้และเข้าใจดียิ่งขึ้น แล้วนำเอาความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป
  2. ช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้องและยุติธรรม ในสังคมเหลี่ยมมีปัญหาต่างๆนานับประการ การวิจัยช่วยให้เราทราบว่า สาเหตุปัญหาเหล่านั้นคืออะไร มีวิธีการแก้ไขอย่างไร เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  3. ช่วยในการกำหนดนโยบายและวางแผนได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ประหยัด ในการกำหนดนโยบายขององค์การหน่วยงานต่างๆนั้น ย่อมจำเป็นที่จะต้องอาศัยข้อเสนอแนะต่างๆที่ได้จากการวิจัยเพื่อสามารถกำหนดเป็นนโยบายที่เหมาะสมและยึดถือปฏิบัติได้
  4. ช่วยให้ฝ่ายบริหารและนักปฏิบัติการสามารถติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของตนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
  5. สามารถอาศัยความรู้ที่วิจัยได้ไปใช้ในการปฏิบัติโดยทั่วไป ถ้ารู้จักใช้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้นวิธีการวิจัยนี้ ไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา และวินิจฉัยสั่งงานตามปกติโดยทั่วไปได้ด้วย
  6. ช่วยให้ทราบถึงข้อบกพร่องจุดอ่อน และแนวทางการแก้ไขในงานต่างๆที่ทำการวิจัยนั้น

ประโยชน์ของการวิจัย

ขั้นตอนที่สำคัญของการวิจัย

การวิจัยเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นจะต้องมีการวางแผนขั้นตอนและกระบวนการในการดำเนินงานอย่างถูกวิธีและรัดกุม ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะต้องมีวิธีการปฏิบัติในรายละเอียด และมีความรู้เรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี โดยทั่วไปขั้นตอนที่สำคัญในการดำเนินการวิจัยมีดังนี้

  1. เลือกหัวข้อที่จะทำการวิจัย การเลือกหัวข้อวิจัยอาจเกิดจาก ความอยากรู้ อยากศึกษา ความนึกคิด การฟัง การอ่าน การสนทนา หรือการสังเกตในสภาพแวดล้อมทั่วทั่วไป อย่างไรก็ตาม หัวข้อที่จะทำการวิจัยควรจะต้องมีประโยชน์และอยู่ในความสามารถของผู้วิจัยที่จะดำเนินการได้
  2. กำหนดประเด็นหรือมีการกำหนดปัญหาในการวิจัย เมื่อผ่านงานขั้นแรกมาแล้วงานขั้นต่อไปก็คือ การกำหนดประเด็นปัญหาที่เราจะทำการวิจัย ซึ่งนับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการวิจัย เพราะจะช่วยให้เราสามารถมองเห็นปัญหาและกำหนดปัญหาในการวิจัยได้เด่นชัดและถูกต้องแน่นอนยิ่งขึ้น
  3. การตั้งสมมติฐาน เป็นงานขั้นต่อมาซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความสนใจ ประสบการณ์ของเราในการตั้งสมมติฐานขึ้นซึ่งสมมติฐานนี้อาจจะเป็นจริงตามที่เราตั้งไว้หรืออาจไม่จริงเหมือนที่เราตั้งก็ได้ เพราะเป็นเพียงข้อสมมติฐานที่เราคาดหวังเอาไว้หรือเป็นเพียงข้อเสนอเงื่อนไขหรือหลักการที่เราสมมติขึ้น เพื่อหาความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุผลกัน เพื่อทดสอบกับข้อเท็จจริง
  4. การออกแบบวิจัย ขั้นตอนนี้คือการวางแผนว่าเราจะดำเนินงานการวิจัยอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร จัดเก็บข้อมูลด้วยลักษณะวิธีไหน วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลมีอย่างไร รวมทั้งจำนวนบุคลากร งบประมาณและระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย
  5. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นจริงและเชื่อถือได้ การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย การคัดเลือก เทคนิคการรวบรวมข้อมูล ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจทำได้หลายวิธี เช่น เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการสัมภาษณ์การสังเกตเป็นต้น
  6. การวิเคราะห์และตีความข้อมูล หมายถึงขั้นที่นำข้อมูลดิบที่รวบรวมมาทำการวิเคราะห์แยกประเภทข้อมูล การลงรหัส การทำตารางแจกแจง การวิเคราะห์ในเชิงสถิติ การอนุมานความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน
  7. การนำเสนอรายงานผลการวิจัย เป็นงานครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องเสนอรายงานการวิจัยไปตามความเป็นจริง และตามข้อมูลที่ได้รับและวิเคราะห์ตีความหมายออกมาอย่างปราศจากอคติ พร้อมทั้งสรุปผลการวิจัยว่าได้ค้นพบอะไรบ้าง รวมทั้งข้อเสนอแนะที่ได้มาจากการวิจัย การเสนอผลรายงานการวิจัยนี้ อาจทำได้โดยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม เพื่อเผยแพร่แก่ส่วนรวมและผู้สนใจทั่วไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

By   September 14, 2016

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

วิจัยการวิจัยเป็นกรรมวิธีที่ตั้งอยู่บนรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเป็นไปตามหลักวิชา คือใช้หลักของเหตุผลในการศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาข้อยุติต่างๆ การวิจัยจะต้องทำเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งวัตถุประสงค์นั้นต้องแล้วแต่เรื่อง ผู้วิจัยจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ไว้ก่อนการลงมือวิจัยว่า คุณต้องการทราบอะไรต้องการทำอะไร แล้วจึงหาวิธีการที่เหมาะสมในการที่จะค้นหาข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นต่อไป

การวิจัยทางสังคมศาสตร์จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ

  1. เพื่อนำไปประยุกต์ หมายถึงทำขึ้นเนื่องจากมีปัญหาเฉพาะหน้าที่จะต้องค้นคว้าหาความจริงและหลักการเพื่อนำมาใช้ทันที การวิจัยเพื่อการประยุกต์นี้จึงต้องทำให้เสร็จทันกับความต้องการเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติดังกล่าวแล้ว
  2. เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษา หมายถึงขณะทำการวิจัยนั้นอาจจะมิได้ทำขึ้นเพื่อนำไปใช้งานจริงแต่อาจจะมีประโยชน์ต่อการใช้งานในอนาคตได้

ประเภทของการวิจัย

การวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

  1. การวิจัยแบบพื้นฐานหรือในทางทฤษฎี คือการวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่หรือเพิ่มพูนวิทยาการต่างๆให้กว้างขวางและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการวิจัยเพื่อมุ่งสร้างทฤษฎีมิได้มุ่งที่จะแก้ปัญหาแต่ประการใด
  2. ใช้ประยุกต์หรือในทางปฏิบัติ คือการวิจัยที่มุ่งไปในทางที่จะใช้ความรู้หรือวิทยาการต่างๆให้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ หรือเป็นการวิจัยเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาโดยตรง

Simon ได้จำแนกประเภทของงานวิจัยออกเป็น 7 ประเภท ดังต่อไปนี้

  1. การวิจัยเชิงบรรยาย
  2. การวิจัยจัดประเภท
  3. การวิจัยเพื่อการประเมินและการวัด
  4. การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ
  5. การวิจัยเพื่อค้นหาความสัมพันธ์
  6. การวิจัยเพื่อค้นหาเหตุผล
  7. การวิจัยระบบ

การวิจัยทางการประชาสัมพันธ์

By   September 8, 2016

การวิจัยทางการประชาสัมพันธ์

การวิจัยทางการประชาสัมพันธ์มีความสำคัญและจำเป็นยิ่งสำหรับงานการประชาสัมพันธ์ การวิจัยทางการประชาสัมพันธ์จะช่วยให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายจัดการขององค์การสถาบันสามารถวางนโยบายอันเป็นที่พึงพอใจและยอมรับจากกลุ่มประชาชน การวิจัยทางการประชาสัมพันธ์ยอมเปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนแสดงออกซึ่งความคิดเห็นความพอใจหรือไม่พอใจ ต่อนโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานหรือสถาบันนั้นๆ อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน อันเป็นการติดต่อสื่อสารในระบบยุคลวิถีหรือระบบสองทาง ระหว่างองค์การสถาบันกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง

การวิจัย

ความหมายของการวิจัย

คำว่า “วิจัย” ตามความหมายในภาษาไทย จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง การสะสม การรวบรวมและการค้นคว้าตรวจตรา ในความหมายทั่วไป การวิจัยคือ วิธีการศึกษาค้นคว้าหาความจริงอย่างมีระบบถูกต้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ในสิ่งที่วิจัยนั้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าจุดประสงค์ของการวิจัยนั้นเป็นไปเพื่อค้นหาคำตอบในปัญหาต่างๆ ด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์

สำหรับความหมายทางด้านวิชาการนั้น มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิจัยได้ให้ความหมายหรือคำนิยามของการวิจัยไว้หลายทัศนะด้วยกัน รวมทั้งของสถาบันต่างๆ เช่นสภาวิจัยแห่งชาติ ได้ให้ความหมายการวิจัยไว้ว่า การวิจัยหมายถึงการศึกษาค้นคว้าที่มีระบบและแผนการ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ส่วนคณะกรรมการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำจำกัดความเหมือนความหมายของการวิจัยว่า การวิจัยคือการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือทำให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วยกระบวนการอันเป็นที่ยอมรับในวิทยาการแต่ละสาขา

การวิจัยจึงเป็นกระบวนการในการค้นคว้าหาความจริง เพื่อที่จะนำมาช่วยในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นย่อมต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์หรือทดลองอย่างละเอียด เบอร์ค้นคว้าหาข้อเท็จจริงและความรู้ใหม่ๆ และเพื่อนำไปตั้งเป็นกฏเกณฑ์หรือทฤษฎีหรือแนวทางในการปฏิบัติ

สรุปแล้วการวิจัยหมายถึง กระบวนการค้นคว้าหาความจริงภายในขอบเขตที่กำหนดไว้อย่างมีระบบตามระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการอธิบายหรือคาดการณ์ล่วงหน้า

กระบวนการค้นคว้าหาความจริงตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อาจจำแนกออกได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ

  1. เกิดมีปัญหาหรือมีความรู้สึกว่าเป็นปัญหาและต้องการได้รับคำตอบ
  2. ทำการกำหนดขอบเขตหรือตีวงปัญหานั้นเพื่อสามารถมุ่งหาคำตอบได้ง่ายขึ้น
  3. ทำการคาดคะเนคำตอบด้วยการตั้งสมมติฐานขึ้น
  4. ทำการกำหนดวิธีการทดสอบสมมติฐาน
  5. ทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล

การดำเนินงานประชาสัมพันธ์

By   September 6, 2016

การดำเนินงานประชาสัมพันธ์

องค์การทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นองค์การของรัฐหรือองค์การธุรกิจก็ตาม ย่อมจะต้องมีภารกิจหน้าที่ในการดำเนินงานตามนโยบายของตนเพื่อให้บรรลุถึงซึ่งวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ในการดำเนินงานดังกล่าว ถ้าหากว่าองค์การเหล่านั้นรู้จักนำเอาวิธีการประชาสัมพันธ์ เข้าไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมเป็นที่คาดหวังได้ว่าจะมีส่วนช่วยทำให้การดำเนินงานขององค์การมีความราบรื่นดียิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประชาสัมพันธ์

การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลและสถาบัน

การดำเนินงานหรือการปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ขององค์การใดองค์การหนึ่ง  จึงอาจหมายถึง ความพยายามขององค์การที่จะกระทำกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันเป็นที่พึงปรารถนาขององค์การหรือหน่วยงานนั้น นั่นคือ ความกลมเกลียวราบรื่นระหว่างหน่วยงานหรือองค์การกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง การจัดให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายคือองค์การและประชาชนผู้เกี่ยวข้อง ก็ย่อมจะต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆด้วยอย่างสม่ำเสมอ หน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าวจึงตกเป็นของนักประชาสัมพันธ์หรือผู้ที่ทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ขององค์การนั้น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่หลายๆอย่างประกอบกันไป กล่าวคือ นักประชาสัมพันธ์ขององค์การจะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งผู้รับฟังความคิดเห็น ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา ผู้ทำการสื่อสาร และเป็นทั้งผู้ที่ประเมินผลด้วยในขณะเดียวกัน ถ้าจะกล่าวอย่างรวบรัดที่สุดแล้ว เราจะเห็นได้ว่าขั้นตอนของการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ขององค์การสถาบันก็มักจะหนีไม่พ้นแนวทางหรือหลักการพื้นฐาน 4 ขั้น โดยสังเขปต่อไปนี้

กระบวนการและขั้นตอนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์  pr process  มี 4 ขั้นตอนคือ

  1. การวิจัยและรับฟังความคิดเห็น เป็นขั้นตอนแรกของการดำเนินงานขั้นแรก เป็นการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงข้อมูลต่างๆที่ได้มาจากการวิจัยและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นการสำรวจตรวจสอบประชามติ ความคิดเห็น ทัศนคติ ตลอดจนปฏิกิริยาที่ประชาชนผู้เกี่ยวข้องมีต่อการดำเนินงานหรือต่อนโยบายขององค์การ สรุปแล้วงานในขั้นนี้ก็คือการถามตัวเองว่า “องค์การของเรามีปัญหาอะไรบ้าง?”
  2. การวางแผนและการตัดสินใจ การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานต่อจากครั้งแรก เป็นการนำเอาทัศนคติความคิดเห็นและปฏิกิริยาต่างๆที่ค้นคว้ารวบรวมมาได้นั้นมาพิจารณาประกอบการวางแผน กำหนดนโยบายและโครงการขององค์การ ซึ่งจะช่วยให้องค์การสามารถกำหนดนโยบายและโครงการที่มีประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สรุปแล้วงานในขั้นนี้ก็คือ การถามตัวเราเองว่า “เราจะทำอะไรลงไปได้บ้าง?”
  3. การติดต่อสื่อสาร การดำเนินงานในครั้งนี้คือการปฏิบัติการสื่อสารกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยดำเนินงานตามแผนหรือโครงการที่กำหนดไว้ งานในขั้นนี้จึงเป็นการถามตัวเองว่า “เราได้จัดทำอะไรลงไปและกระทำไปทำไม?”
  4. การประเมินผล งานในขั้นตอนนี้เป็นงานสุดท้าย เป็นการวัดผลว่าการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของเราที่ทำไปแล้วทั้งหมดนั้นได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่วางแผนไว้หรือไม่ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นการถามตัวเราเองว่า “เราทำไปแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง?”

การดำเนินงานประชาสัมพันธ์จึงประกอบด้วยงาน 4 ขั้นตอน ดังได้กล่าวมาแล้ว และงานแต่ละขั้นตอนนี้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน จะละเลยต่อข้อ 1 ข้อใดนั้นมิได้ เพราะงานทั้ง 4 ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

สุขภาพดี มีได้ทุกวัน กับน้ำดีท็อกซ์

By   August 25, 2016

สุขภาพดี มีได้ทุกวัน กับน้ำดีท็อกซ์

กระแสการดีท็อกซ์ หรือการขับพิษออกจากร่างกายนั้น เริ่มได้รับความนิยมจากผู้ที่รักสุขภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการดีท็อกซ์นั้นส่งผลให้สุขภาพดีขึ้นในหลายด้าน ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แถมยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว วันนี้เรามีเคล็ดลับสำหรับการทำดีท็อกซ์ด้วยตัวเองที่บ้าน มาฝากกัน

น้ำดีท็อกซ์

  • วิธีดื่มน้ำดีท็อกซ์ โดยให้เลือกวันที่เหมาะสม 1 วันต่อสัปดาห์ จากนั้นให้ดื่มน้ำดี ท็อกซ์แทนอาหารมื้อเช้า กลางวัน และมื้อเย็น ถ้าจะให้ได้ผลดีควรมีการดื่มน้ำผลไม้คั้นหรือปั่นแบบสด ๆ ไปด้วย และในระหว่างวันนั้น ต้องระวังไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำผลไม้ และชาสมุนไพรร่วมไปด้วย
  • วิธีทำน้ำดีท็อกซ์ คุณสามารถเลือกผักผลไม้แบบที่คุณชอบ เพื่อทำน้ำดีท็อกซ์ได้เลย แต่ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้คือ แอปเปิล กับแครอท แล้วสามารถเพิ่มผัก อื่น ๆ ลงไปได้ด้วย เช่น ผักขม กล้วย อะโวคาโด แตงกวา ขึ้นฉ่าย แตงโม ผสมเข้าไปด้วยกันทดลองทำหลาย ๆ แบบ เลือกแบบที่คุณชอบมากที่สุด แต่รับรองว่าผลไม้และผักเหล่านี้ มีวิตามินแร่ธาตุ และสารอาหารต่าง ๆ ที่ดีต่อสุขภาพแบบจัดเต็มทีเดียว
  • ห้ามทานอาหาร สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ วันที่ทำการดีท็อกซ์นั้น ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเราต้องการขับของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงควรงดเว้น อาหาร และเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น เครื่องดื่มประเภทที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน นมหรือขนมต่าง ๆ มิฉะนั้นแล้ว อาจจะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  • ผลอันน่าทึ่ง หากได้ทำการดีท็อกซ์ และปฏิบัติตัวเคร่งครัดแล้วละก็ วันต่อมาคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์คือ ร่างกายสะอาดมากขึ้น รู้สึกตัวเบาสบาย มีพลัง กระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แถมที่สำคัญยังไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจากคาเฟอีนอีกด้วย
  • ทำไมต้องดื่มน้ำดีท็อกซ์ เมื่อเราเอ่ยถึงน้ำดีท็อกซ์แล้วละก็ ทำให้หลาย ๆ คนต้องเบือนหน้าหนี เพราะส่วนผสมหลักของมันคือน้ำผักกับผลไม้ที่นำมาผสมกัน รสชาติไม่น่าชวนดื่มเอาเสียเลย แต่หากคุณลองเปิดใจดื่มน้ำดีท็อกซ์ดูซักครั้ง จะต้องติดใจอย่างแน่นอน ถึงแม้รสชาติจะไม่ค่อยอร่อยสักเท่าไหร่ แต่ด้วยสารอาหารที่มากมาย ซึ่งประกอบด้วยวิตามินและเกลือแร่ จะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง รู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นพลังงานสารอาหารธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยทำให้เราเลิกดื่มกาแฟได้อย่างถาวร แถมยังช่วยลดความอยากอาหารขยะลงได้ มันจึงช่วยปรับปรุงสุขภาพให้ดีขึ้นได้

 การดีท็อกซ์ร่างกายนั้นให้ผลดีต่อร่างกายอย่างมากมาย เพราะมันช่วยขจัดสารพิษที่ถูกสะสมไว้ในร่างกาย หากถูกสะสมไว้เป็นระยะเวลานานอาจนำไปสู่โรคร้ายได้ หากทำการ        ดีท็อกซ์ร่างกายอย่างเป็นประจำ ร่างกายจะสะอาด มีพลัง สดใสอยู่ตลอดเวลา